ข้อสังเกตประการหนึ่งที่ผมมีต่อสังคมไทยคือ บางคนมักจะต่อว่าต่อขานคนอื่นอยู่เสมอๆ ว่า “ชอบใส่หน้ากาก” หรือ “เฟค” (หากเป็นศัพท์วัยรุ่นสักหน่อย)

คน ใส่หน้ากากน่าจะอธิบายอย่างคร่าวๆได้ว่า เป็นคนประเภทไม่จริงใจ เป็นคนที่ไม่แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมายามอยู่ต่อหน้าคนอื่น หรือเป็นคนประเภทแสดงอาการและอารมณ์ออกมาอย่างขาดๆเกินๆอย่างจงใจยามเข้า สังคม และมักจะเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เสมอเมื่อมีโอกาสหรืออยู่ลับหลัง

แน่ นอนครับ คนประเภทที่ผมพยายามอธิบายย่อมเป็นคนประเภทที่คบไม่ได้ หรือถ้าเราอยู่ห่างได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี หรือหากมีลูกมีหลาน เราก็คงสั่งสอนให้พวกเขาไม่ประพฤติตนในแบบที่กล่าวมา

แต่ คำถามย่อมจะเกิดขึ้นได้ในหมู่คนขี้สงสัยครับ จากการสังเกตผู้คนรอบๆตัว คนรู้จัก หรือแม้แต่ตัวเอง ก็สรุปได้ว่า เราคงจะต้องอยู่ห่างพวกมนุษย์ใส่หน้ากากให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

เครื่องหมายคำถามตัวโตเกิดขึ้นที่นี่ครับ

ในการอยู่รวมกันเป็นสังคม ภายใต้กรอบกตติกาแห่งวัฒนธรรม จารีตประเพณี จะมีใครบ้างเล่า ที่ไม่ได้ใส่หน้ากาก?

เรา ทุกคนมีหัวโขนอย่างน้อยคนละหนึ่งใบอยู่แล้วนี่ครับ เอาตั้งแต่แบบที่เลือกไม่ได้อย่างลักษณะทางกายภาพ สูง ต่ำ ดำ ขาว หญิง ชาย (เพศนี่อาจเลือกได้แล้วในบางประเทศยุคปัจจุบัน) เอเชียน ยูโรเปียน อาฟริกัน อเมริกัน ฯลฯ ไปจนถึงหัวโขนที่แสดงสถานะ ตำแหน่ง อาชีพ ฯลฯ ของเราในสังคม แต่ละคนก็มีจำนวนหัวโขนของตนต่างกันออกไป และเลือกใช้มันในโอกาสและจังหวะที่เหมาะสม

ทุกคนต้องใส่หน้ากากกันทั้งนั้นละครับ

ผม จะยกตัวอย่างสักกรณีหนึ่งก็แล้วกันครับ หากภรรยาของนายก. เกิดเสียชีวิตขึ้นมากระทันหัน นายก.นำความเสียใจนี้ไปเล่าให้แก่นายข. นายข.เองเป็นเพื่อนสนิทของนายก. แต่จริงๆแล้วไม่ได้ชอบขี้หน้าภรรยาเขาสักเท่าใดนัก เพราะเธอเป็นคู่แข่งคนสำคัญของบริษัทตัวเอง นายข.จึงเก็บความดีใจเอาไว้ แล้วพยายามแสดงออกถึงความเสียใจต่อหน้านายก. (โดยทำอย่าง “เฟค” มาก) นั่นทำให้นายก.ตัดสินใจว่า นายข.ไม่ใช่เพื่อนที่แท้จริง และต้องการจะเลิกคบ

ถ้า เช่นนี้แสดงว่านายข.ไม่ใช่เพื่อนที่แท้จริง หรือว่านายก.เป็นคนอ่อนต่อโลกเสียขนาดที่ว่า มองไม่เห็นว่านายข.เองก็มีหน้ากากหลายใบที่จะต้องสวม?

คำถามต่อไปคือ แล้วไอ้สิ่งที่เรียกว่า ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของแต่ละคนล่ะ มันคืออะไร?

ผมค่อนข้างแน่ใจครับ ว่าบางคนอาจยังไม่แม้แต่จะมีคำตอบให้แก่ตัวเอง บางคนอาจรู้ แต่ไม่รู้ว่าจะแสดงมันออกมาอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร

นี่ ยังไม่นับการมองตัวตนที่แท้จริงแบบสำนักสัจนิยมของโธมัส ฮอบส์ ที่มองธรรมชาติของมนุษย์ว่าเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวนะครับ เพราะหากมองเช่นนั้นแล้ว คนประเภท ‘ใส่หน้ากาก’ นี่เอง คือคนที่แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุด

ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการมองปัญหานี้ ก็คือเริ่มต้นด้วยความคิดที่ว่า “ทุกๆคนต่างใส่หน้ากาก” เสียก่อนครับ แล้วเราจึงจะไปกันต่อได้

หาก เราติดอยู่เพียงการมองว่า เราจะต้องคบเฉพาะคนที่จริงใจ สามารถเสียสละได้เสมอ เป็นคนที่คิดอย่างไรทำอย่างนั้นตลอดเวลา คนในประเภทหลุดออกมาจากนวนิยายประเภทประโลมโลกย์

ขอโทษนะครับ ใช้เวลาทั้งชาตินี้ก็ลำบากครับ

เรา ต้องเริ่มมองว่า ทุกๆคนต่างแสดงบทบาทของตนเอง รวมทั้งแต่ละคนก็มีจุดมุ่งหมายของตนเองแตกต่างกันก่อน สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่า ผู้อื่นแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาหรือไม่หรอกครับ

มันสำคัญที่ว่า บทบาทที่เขาแสดงออกมาได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นหรือเปล่าต่างหาก

การ ใส่หน้ากากไม่ควรจะถูกนำมาเป็นสารัตถะสำคัญมากไปกว่าการมาพิจารณากันที่ว่า แต่ละคนกำลังใส่หน้ากากนั้นเพื่อจุดประสงค์อะไร และผลประโยชน์ที่เขามุ่งเสาะแสวงหานั้นได้สร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น หรือไม่ ตัวอย่างคลาสสิกที่ว่า หากตำรวจจับผู้ร้ายที่เป็นลูกของตนเอง เขาจะเลือกแสดงบทบาทอย่างไหนออกมาระหว่างความเป็นพ่อและความเป็นตำรวจ? จึงเป็นตัวอย่างที่เราควรจะนำมาคิดกันให้มากยิ่งขึ้น

วิธีการแก้ปัญหาเรื่องการอยู่ให้ห่าง “คนใส่หน้ากาก” จึงไม่ใช่การหันหลังและพยายามหนีให้ห่างไกล แต่เป็นการพัฒนาภูมิคุ้มกันของตัวเอง ให้รู้ว่าแต่ละคนมีหน้ากากมากมาย และเราจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกเอาเปรียบได้อย่างไร

แก้ที่ตัวเองนี่ละครับ ไม่ต้องแก้ที่คนอื่น

ใครจะเฟค จะใส่หน้ากากหรืออะไรก็เชิญตามสบายเถิดครับ ตราบใดที่คุณทำหน้าที่ของคุณให้เรียบร้อยและไม่เอาเปรียบคนอื่น

จะใส่สักกี่หน้ากากก็ไม่ว่า

http://www.oknation.net/blog/preedee/2008/08/18/entry-1