how to mask 3

วิธีการทำหน้ากาก นำมาบอกต่อกัน

การทำหน้ากากกระดาษ

ขั้นตอนการทำหน้ากากกระดาษ
1.สร้างหุ่นจำลองแม่พิมพ์ของหน้ากากให้มีรูปแบบตามต้องการด้วยดินเหนียวหรือดินน้ำมัน
2.นำ กระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษฟางฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ แช่น้ำพอประมาณ (หมาดๆ) นำมาทากาวแป้งเปียก หรือกาวลาเท็กซ์ผสมน้ำ ปิดผนึกแต่ละชั้นให้มีความหนาพอสมควร (หรืออาจใช้กระดาษบดตามวิธีทำด้านล่างแทนก็ได้)
3.นำกระดาษที่แปะบนแม่พิมพ์เสร็จแล้วไปตากแดดให้แห้ง แล้วถอดหน้ากากออกจากแม่พิมพ์
4.ทาสี รองพื้นหน้ากากด้วยสีขาว หรือสีดำ แห้งแล้วใช้สีเขียนตกแต่งเพิ่มเติมจนพอใจ (ผสมสี 80% กับน้ำ 20% และควรทาสีไปในทางเดียวกัน) หรืออาจจะใช้กระดาษสีต่างๆ ตัดปะตกแต่งเพิ่มเติมก็ได้ หรือจะใช้วัสดุอื่นตกแต่งก็ได้
5.อาจเคลือบเงา หรือทาแล็กเกอร์ เพื่อความเงาให้หน้ากากก็ได้

เทคนิคการนำกระดาษมาบดเพื่อใช้เป็นวัสดุขึ้นรูป
นำกระดาษหนังสือพิมพ์มาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 2.5 ตารางเซนติเมตร แล้วนำไปใส่ในชามอ่างขนาดใหญ่ เติมน้ำและแช่ทิ้งไว้ 6 – 8 ชั่วโมง จากนั้นนำลงต้มให้เดือดประมาณ 20 นาที รอให้เย็นลง เทกาวลงไปผสม คนให้เข้ากัน ใช้ช้อน (ใหญ่) กดให้แบนเพื่อคั่นส่วนที่เป็นน้ำออกเหลือแต่เนื้อกระดาษหมาดๆ ถ้าใส่ไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดเช่น ถุงพลาสติกมัดปากถุงให้แน่นหรือใส่กล่องที่มีฝาปิดมิดชิดจะเก็บไว้ได้นาน เราสามารถนำมาใช้ปั้นเป็นรูปสัตว์ต่างๆหรือปั้นตามแบบที่ต้องการได้

เทคนิคการทำกาวแป้งเปียก
ส่วนผสมกาวแป้งเปียก
แป้งมัน 0.4 กก.
แป้งข้าวเจ้า 1 กก.
สารส้ม 1 ก้อน
น้ำ 4 ลิตร
วิธีทำการทำกาวแป้งเปียก
1.นำแป้งมันและแป้งข้าวเจ้าใส่ลงในหม้อ เติมน้ำลงไปพอคนให้เข้ากัน พักไว้
2.เทน้ำส่วนที่เหลือลงในหม้ออีกใบต้มจนเดือด ใส่สารส้มลงไป 1 ก้อน คนให้สารส้มละลาย
3.นำส่วนผสมแป้งขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟอ่อนและนำส่วนผสมข้อ 2 เทลงในส่วนผสมข้อ 1 เคี่ยวไปเรื่อยๆจนเหนียว ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

how to mask 2

how to mask1

how to mask 1

ตอนแรกเราก็ใช้กระดาษแข็งเหลือใช้มาสร้างโครง
แล้ว ก็ใช้เทปใสแปะๆๆ
พอเป็นโครงเราก็ใช้ กระดาษทิชชู่แปะกาวลาเทค แปะๆลง หลายๆชั้น
โดยแปะให้เป็นรูปทรงโครงหน้า แล้วก็รอให้มันแห้งสนิท ก็ตัดรูปตาตามใช้ชอบ
จากนั้นก็ลงสีตามใจชอบ

ใส่หน้ากากเข้าหากัน

…..เมื่อมารยามีมากในหมู่มนุษย์
จะมีวุฒิศักดิ์ใหญ่น้อยแค่ไหน
หรือต่ำเตี้ยด้อยค่าไม่มีอะไร
ก็ต่างใส่หน้ากากเข้าหากัน

…..คนกลุ่มหนึ่งทำดีก็ต้องปิด
ให้คนอื่นหาว่าผิดกันสนั่น
กลุ่มทำเลวใส่หน้ากากมาผูกพัน
แต่พอหันหลังกลับกลับเปลี่ยนแปร

…..คนดีมักรู้ทันมารยาเล่ห์
ที่ชอบไฉเฉฉากใส่หน้ากากแหล
ประโยชน์เข้าหาตนสอพลอแจ
แต่พอเสียหน้ากากเปิดเตลิดไป

…..คนดีมีหรือจะยอมให้ปอกลอก
ก็ต้องหลอกหยอกใส่หน้ากากให้
แสร้งดีตอบให้คนเลวมันตายใจ
มีบ้างไหมที่ไม่ใส่หน้ากากกัน

…..คนไม่ใส่หน้ากากที่ปากตรง
มันก็คงจะเป็นเหมือนอย่างฉัน
ปะทะกับคนนู้นนี้พัลวัน
สุดท้ายเสียที่ฝ่ายมัน หรือไร?

…..เล่นความจริงมาพูด ก็เหหัน
เล่นเอาธรรม์มาอ้าง ก็เฉไฉ
เล่นล้อมเล่าเลวไล่ ก็กลบไป
เพราะฉันเล่นตรงใส่อยู่คนเดียว

…..เพราะพวกพ้องเพื่อนเพี้ยงพ่างพาเพรียบพร้อม
เหมือนอ่อนน้อมยอมก้มให้เช่นไฟเขียว
คนเลวผิดชั่วช้าวิ่งปราดเปรียว
สุดท้ายเคียวเลวเชือดใส่โศกตรม

…..ก็เลวมันมีมากในมวลมนุษย์
มีเป็นกลุ่มรุมฉุดคนดีขื่นขม
กลุ่มคนดีไม่สู้ก็ล่มจม
โปรดเถอะคน นิยมถอดหน้ากากที

…..มาพูดด้วย ความจริง ธรรม์ กันเถิด
อย่าให้เกิดขัดแย้งมัวหมองศรี

แต่สุดท้ายเลวเป็นกลุ่มย่อมมากมี
ส่วนคนดีเงียบ สงบ จริงหรือไร

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=donyawatn&month=06-09-2006&group=3&gblog=10

สังคมที่คนใส่หน้ากากเข้าหากัน

ข้อสังเกตประการหนึ่งที่ผมมีต่อสังคมไทยคือ บางคนมักจะต่อว่าต่อขานคนอื่นอยู่เสมอๆ ว่า “ชอบใส่หน้ากาก” หรือ “เฟค” (หากเป็นศัพท์วัยรุ่นสักหน่อย)

คน ใส่หน้ากากน่าจะอธิบายอย่างคร่าวๆได้ว่า เป็นคนประเภทไม่จริงใจ เป็นคนที่ไม่แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมายามอยู่ต่อหน้าคนอื่น หรือเป็นคนประเภทแสดงอาการและอารมณ์ออกมาอย่างขาดๆเกินๆอย่างจงใจยามเข้า สังคม และมักจะเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เสมอเมื่อมีโอกาสหรืออยู่ลับหลัง

แน่ นอนครับ คนประเภทที่ผมพยายามอธิบายย่อมเป็นคนประเภทที่คบไม่ได้ หรือถ้าเราอยู่ห่างได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี หรือหากมีลูกมีหลาน เราก็คงสั่งสอนให้พวกเขาไม่ประพฤติตนในแบบที่กล่าวมา

แต่ คำถามย่อมจะเกิดขึ้นได้ในหมู่คนขี้สงสัยครับ จากการสังเกตผู้คนรอบๆตัว คนรู้จัก หรือแม้แต่ตัวเอง ก็สรุปได้ว่า เราคงจะต้องอยู่ห่างพวกมนุษย์ใส่หน้ากากให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

เครื่องหมายคำถามตัวโตเกิดขึ้นที่นี่ครับ

ในการอยู่รวมกันเป็นสังคม ภายใต้กรอบกตติกาแห่งวัฒนธรรม จารีตประเพณี จะมีใครบ้างเล่า ที่ไม่ได้ใส่หน้ากาก?

เรา ทุกคนมีหัวโขนอย่างน้อยคนละหนึ่งใบอยู่แล้วนี่ครับ เอาตั้งแต่แบบที่เลือกไม่ได้อย่างลักษณะทางกายภาพ สูง ต่ำ ดำ ขาว หญิง ชาย (เพศนี่อาจเลือกได้แล้วในบางประเทศยุคปัจจุบัน) เอเชียน ยูโรเปียน อาฟริกัน อเมริกัน ฯลฯ ไปจนถึงหัวโขนที่แสดงสถานะ ตำแหน่ง อาชีพ ฯลฯ ของเราในสังคม แต่ละคนก็มีจำนวนหัวโขนของตนต่างกันออกไป และเลือกใช้มันในโอกาสและจังหวะที่เหมาะสม

ทุกคนต้องใส่หน้ากากกันทั้งนั้นละครับ

ผม จะยกตัวอย่างสักกรณีหนึ่งก็แล้วกันครับ หากภรรยาของนายก. เกิดเสียชีวิตขึ้นมากระทันหัน นายก.นำความเสียใจนี้ไปเล่าให้แก่นายข. นายข.เองเป็นเพื่อนสนิทของนายก. แต่จริงๆแล้วไม่ได้ชอบขี้หน้าภรรยาเขาสักเท่าใดนัก เพราะเธอเป็นคู่แข่งคนสำคัญของบริษัทตัวเอง นายข.จึงเก็บความดีใจเอาไว้ แล้วพยายามแสดงออกถึงความเสียใจต่อหน้านายก. (โดยทำอย่าง “เฟค” มาก) นั่นทำให้นายก.ตัดสินใจว่า นายข.ไม่ใช่เพื่อนที่แท้จริง และต้องการจะเลิกคบ

ถ้า เช่นนี้แสดงว่านายข.ไม่ใช่เพื่อนที่แท้จริง หรือว่านายก.เป็นคนอ่อนต่อโลกเสียขนาดที่ว่า มองไม่เห็นว่านายข.เองก็มีหน้ากากหลายใบที่จะต้องสวม?

คำถามต่อไปคือ แล้วไอ้สิ่งที่เรียกว่า ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของแต่ละคนล่ะ มันคืออะไร?

ผมค่อนข้างแน่ใจครับ ว่าบางคนอาจยังไม่แม้แต่จะมีคำตอบให้แก่ตัวเอง บางคนอาจรู้ แต่ไม่รู้ว่าจะแสดงมันออกมาอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร

นี่ ยังไม่นับการมองตัวตนที่แท้จริงแบบสำนักสัจนิยมของโธมัส ฮอบส์ ที่มองธรรมชาติของมนุษย์ว่าเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวนะครับ เพราะหากมองเช่นนั้นแล้ว คนประเภท ‘ใส่หน้ากาก’ นี่เอง คือคนที่แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุด

ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการมองปัญหานี้ ก็คือเริ่มต้นด้วยความคิดที่ว่า “ทุกๆคนต่างใส่หน้ากาก” เสียก่อนครับ แล้วเราจึงจะไปกันต่อได้

หาก เราติดอยู่เพียงการมองว่า เราจะต้องคบเฉพาะคนที่จริงใจ สามารถเสียสละได้เสมอ เป็นคนที่คิดอย่างไรทำอย่างนั้นตลอดเวลา คนในประเภทหลุดออกมาจากนวนิยายประเภทประโลมโลกย์

ขอโทษนะครับ ใช้เวลาทั้งชาตินี้ก็ลำบากครับ

เรา ต้องเริ่มมองว่า ทุกๆคนต่างแสดงบทบาทของตนเอง รวมทั้งแต่ละคนก็มีจุดมุ่งหมายของตนเองแตกต่างกันก่อน สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่า ผู้อื่นแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาหรือไม่หรอกครับ

มันสำคัญที่ว่า บทบาทที่เขาแสดงออกมาได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นหรือเปล่าต่างหาก

การ ใส่หน้ากากไม่ควรจะถูกนำมาเป็นสารัตถะสำคัญมากไปกว่าการมาพิจารณากันที่ว่า แต่ละคนกำลังใส่หน้ากากนั้นเพื่อจุดประสงค์อะไร และผลประโยชน์ที่เขามุ่งเสาะแสวงหานั้นได้สร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น หรือไม่ ตัวอย่างคลาสสิกที่ว่า หากตำรวจจับผู้ร้ายที่เป็นลูกของตนเอง เขาจะเลือกแสดงบทบาทอย่างไหนออกมาระหว่างความเป็นพ่อและความเป็นตำรวจ? จึงเป็นตัวอย่างที่เราควรจะนำมาคิดกันให้มากยิ่งขึ้น

วิธีการแก้ปัญหาเรื่องการอยู่ให้ห่าง “คนใส่หน้ากาก” จึงไม่ใช่การหันหลังและพยายามหนีให้ห่างไกล แต่เป็นการพัฒนาภูมิคุ้มกันของตัวเอง ให้รู้ว่าแต่ละคนมีหน้ากากมากมาย และเราจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกเอาเปรียบได้อย่างไร

แก้ที่ตัวเองนี่ละครับ ไม่ต้องแก้ที่คนอื่น

ใครจะเฟค จะใส่หน้ากากหรืออะไรก็เชิญตามสบายเถิดครับ ตราบใดที่คุณทำหน้าที่ของคุณให้เรียบร้อยและไม่เอาเปรียบคนอื่น

จะใส่สักกี่หน้ากากก็ไม่ว่า

http://www.oknation.net/blog/preedee/2008/08/18/entry-1

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.